ใครไม่เคยกินหมูบ้าง

เกือบทุกประเทศในตะวันตกรวมถึงยุโรป เนื้อหมูเป็นทางเลือกลำดับแรกๆในการบริโภค มีฟาร์มเลี้ยงหมูมากมายในหลายๆประเทศ เฉพาะในประเทศฝรั่งเศสก็มีมากกว่า 42,000 ฟาร์ม หมูเป็นสัตว์ที่มีปริมาณไขมันในร่างกายสูงที่สุดเมื่อเทียบกับสัตว์อื่นๆ แต่ชาวยุโรปและอเมริกันพยายามหลีกเลี่ยงไขมัน แล้วไขมันจากสุกรเหล่านี้จะมีที่ไปอย่างไร ? รายงานที่ติดตามมาของผู้ปฏิบัติการทางการแพทย์ได้เปิดเผยว่า ไขมันหมูอาจถูกบริโภคโดยมุสลิมทั่วโลกด้วยความไม่รู้

เพื่อนผม ( Dr. M. Amjad Khan) คนหนึ่งชื่อ Shaikh Sahib ที่ทำงานในองค์การอาหาร ที่เมือง Pegal ของฝรั่งเศส งานของเขาคือการขึ้นทะเบียนทุกผลิตภัณฑ์, สินค้า, อาหารและยา เมื่อบริษัทใดต้องการวางสินค้าในตลาด นั่นหมายถึงสินค้านั้นต้องได้รับการยืนยันโดยองค์การนี้ เขา Shaikh Sahib ทำงานในห้องปฏิบัติการการควบคุมคุณภาพ เขาจึงรู้รายละเอียดและส่วนผสมในอาหารหรือสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่แล้วส่วนประกอบเหล่านั้นจะมีชื่อเฉพาะทางวิทยาศาสตร์ บ้างก็ชื่อในทางคณิตศาสตร์ เช่น E-904, E-141

ในช่วงแรกชัยคฺคนนี้พบเรื่องนี้เข้าโดยบังเอิญ เขาเกิดความรู้สึกแปลกและอยากรู้ เขาจึงถาม Department Incharge (ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส) แต่กลับได้รับคำตอบว่า “ทำงานของคุณไปเถอะ ไม่ต้องถามอะไรทั้งนั้น” แต่นั้นมันยิ่งเพิ่มความกังขาให้แก่ชัยคฺคนนี้ เขาจึงค้นหามันตามแฟ้มต่างๆ และสิ่งที่เขาพบก็พอที่จะสามารถทำให้มุสลิมทั่วโลกต้องประหลาดใจ

หมูทุกตัวจะถูกฆ่าในโรงฆ่าสัตว์ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานอาหาร ซึ่งหลังจากการผ่านขั้นตอนการฆ่าแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการจัดการไขมันหมูในโรงฆ่าสัตว์ซึ่งองค์การอาหารถือว่านั้นเป็นปัญหาหลัก โดยในอดีตที่ผ่านมาประมาณ 60 ปี พวกเขากำจัดมันโดยการเผา หลังจากนั้นก็ได้มีการเปลี่ยนมาใช้ระบบการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยช่วงแรกพวกเขาได้ทดลองใช้ไขมันเหล่านั้นทำสบู่ และมันก็ประสบความสำเร็จ จากนั้นจึงเกิดโครงข่ายอย่างสมบูรณ์ที่จะนำไขมันเหล่านี้ก็เข้าสู่กระบวนการทางเคมี,บรรจุหีบห่อ และวางขายในท้องตลาด ขณะที่ผู้ประกอบการหลายรายก็สนใจซื้อสินค้าเหล่านั้น

ในขณะเดียวกัน ทุกรัฐในยุโรปก็มีการตั้งเงื่อนไขข้อกำหนดที่ว่า อาหาร,ยา และ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดส่วนตัว ควรมีฉลากระบุส่วนประกอบ ดังนั้นไขมันหมูจึงเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ถูกระบุด้วยในช่วงนั้น(40 ปีที่ผ่านมา) แต่การระบุที่สินค้าว่ามีส่วนประกอบจากไขมันหมูเกิดนั้นทำให้ประเทศมุสลิมทั้งหลายออกมาแบนสินค้าเหล่านั้น ส่งผลให้เกิดการขาดดุลการค้าแก่บริษัทต่างๆ

ย้อนกลับไปในอดีต ถ้าคุณค่อนข้างมีความเกี่ยวพันธ์กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คุณอาจพอทราบถึงปัจจัยกระตุ้นให้เกิด Civil War (สงครามทางวัฒนธรรม) ในปี 1857 ขณะนั้น ลูกกระสุนของปืนไรเฟิลถูกผลิตขึ้นในยุโรป และส่งมายังภูมิภาคนี้ผ่านทางทะเล ซึ่งการขนส่งใช้เวลานานเป็นเดือน ดินปืนจึงได้รับความเสียหายจากน้ำทะเล พวกเขาก็ได้เกิดความคิดในการเคลือบชั้นผิวหน้าของลูกกระสุนด้วยไขมันหมู โดยก่อนที่จะใช้ต้องมีการถูชั้นไขมันนั้นออกด้วยฟันก่อน เมื่อข่าวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ทหารซึ่งส่วนใหญ่เป็นมุสลิมและมังสวิรัติก็เกิดการปฏิเสธที่จะต่อสู้ จึงส่งผลให้เกิด Civil War ขึ้น

เมื่อกลุ่มประเทศยุโรปรู้ดังนั้น จึงเปลี่ยนการระบุคำว่า “ไขมันหมู”เป็น “ไขมันสัตว์” ใครก็ตามที่อาศัยอยู่ในยุโรปตั้งแต่ ศตวรรษที่ 70’s จะทราบเรื่องนี้ดี และเมื่อเจ้าหน้าที่จากประเทศมุสลิมถามบริษัทต่างๆว่า ไขมันสัตว์ที่ว่านั้นหมายถึงอะไร? พวกเขาก็จะบอกว่า ไขมันวัว และไขมันแกะ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีคำถามเกิดขึ้นว่า ถึงจะเป็นไขมันวัว หรือ แกะจริง ก็ยังถือว่าต้องห้ามอยู่ดี เนื่องจากสัตว์เหล่านั้นไม่ได้ถูกเชือดตามหลักการอิสลาม ดังนั้นการแบนสินค้าจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง

แต่ในปัจจุบัน พวกบริษัทข้ามชาติกำลังเผชิญปัญหาจากการสูญเสียรายได้ ถึง 75%ของรายได้จากการส่งสินค้าไปขายในประเทศมุสลิม ซึ่งนับเป็นเงินได้ถึงหลักพันล้านดอลล่าร์สหรัฐ สุดท้ายพวกเขาจึงตัดสินใจที่จะระบุเป็นรหัส ซึ่งจะให้องค์การอาหารเท่านั้นทราบว่ามันถูกทำมาจากอะไร แต่ผู้บริโภคทั่วไปไม่สามรถทราบได้เลย ดังนั้นเขาจึงเริ่มใช้ E-Codes

ส่วนประกอบลับที่ใช้รหัสว่า E ปรากฏอยู่ที่ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ของบริษัทที่มีสาขาในหลายๆประเทศ ไม่เว้นแม้กระทั่ง ยาสีฟัน ครีมโกนหนวด หมากฝรั่ง ช็อกโกแลต ลูกอม ขนมปังกรอบ แผ่นข้าวโพดอบกรอบ ทอฟฟี่ อาหารกระป๋อง ผลไม้กระป๋อง หรือผลิตภัณฑ์ยา เช่น วิตามินรวม เป็นต้น และเนื่องจากสินค้าเหล่านี้ถูกอุปโภคบริโภคในประเทศมุสลิมทุกประเทศ สังคมของเราจึงกำลังเผชิญกับปัญหาต่างๆ เช่น ความรู้สึกไร้ยางอาย หยาบคาย และ ความสำส่อนทางเพศ

ดังนั้น ผมจึงขอให้ทุกประเทศมุสลิมตรวจสอบส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในชีวิตประจำวันและจับคู่หรือหารหัส E-Codes ด้านล่างนี้ ถ้าพบว่ามีส่วนผสมของผลิตภัณฑ์มีอยู่ในรายการด้านล่างนี้ ก็ให้หลีกเลี่ยงเพราะมันอาจจะมีไขมันหมูเป็นส่วนประกอบ

E100( Curcumin/Turmeric, ขมิ้น) - หะลาล - ถ้าเป็นขมิ้นล้วนๆ, ถ้าเป็นของเหลวต้องตรวจสอบว่าใช้อะไรเป็นตัวทำละลาย, หะรอม - ถ้ามีส่วนผสมของอีมัลซิไฟเออร์ที่ได้จากหมูหรือวัตถุกันเสีย polysorbate 80 (อ้างอิงจาก mcg)

(ตัวที่ระบายสีเหลือง ในเว็บ MCG แจ้งไว้ว่าหะล้าลและในเว็บ eathalal ก็ไม่มีในรายการสารที่ผลิตจากสัตว์)
มันเป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนที่จะต้องปฏิบัติตามวิถีแห่งอิสลาม และรักษาผู้คนรอบข้างด้วยการแจ้งให้ทราบทุกอย่างที่ต้องระวัง ขออัลลอฮฺทรงโปรดช่วยเหลือเราให้เรามีชีวิตที่หะล้าล ขออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงปกป้องเราจากทุกสิ่งที่หะรอมด้วยเทอญ อามีน

** * อ่านบทความเกี่ยวข้อง
-  ไก่ออร์แกนิค HPA ฟังอัลกุรอาน
-  โฆษณา Radix Cola อร่อย ได้สุขภาพ
-  ดุอาอ์สุดซึ้งจากผู้อำนวยการใหญ่ HPA 

1 ความคิดเห็น:

  1. ความหมายของวัตถุเจือปนอาหาร

    วัตถุเจือปนอาหาร หมายถึง “วัตถุที่ตามปกติมิได้ใช้เป็นอาหารหรือเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของอาหาร ไม่ว่าวัตถุนั้นจะมีคุณค่าทางอาหารหรือไม่ก็ตามแต่ใช้เจือปนในอาหารเพื่อประโยชน์ในทางเทคโนโลยีในการผลิต การบรรจุ การเก็บรักษา หรือการขนส่งซึ่งมีผลต่อคุณภาพหรือมาตรฐานหรือลักษณะของอาหาร และให้หมายความรวมถึงวัตถุเจือปนอาหาร แต่ใช้รวมอยู่กับอาหารเพื่อประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นด้วย” (ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 84 (พ.ศ. 2527) และประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 119 (พ.ศ. 2532))

    ส่วน E-number คือรหัสของวัตถุเจือปนอาหาร (food additive) ซึ่งกำหนดโดยสหภาพยุโรป(EU) ใช้ในประเทศสมาชิกยุโรป รวมทั้ง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอีกหลายประเทศทั่วโลก โดยใช้ตัว E ตามด้วยรหัสตัวเลขดังนี้

    ี้
    วัตถุเจือปนอาหารเหล่านี้ผลิตจากสัตว์, พืช, จุลินทรีย์, หรือสารเคมี ทำให้เกิดข้อสงสัยในหมู่มุสลิมว่าสิ่งเหล่านี้จะรับประทานได้หรือไม่ ซึ่งนักวิชาการอิสลามก็มีทัศนะที่แตกต่างกัน


    กลุ่มหนึ่งเห็นว่าส่วนผสมเหล่านี้ได้เปลี่ยนสภาพไปแล้ว(อิสติฮาละฮฺ เทียบเคียงกับกรณีของน้ำผลไม้ที่หมักจนเกิดอัลกอฮอล์และกลายเป็นน้ำส้มสายชูซึ่งหะล้าล, และกรณีมูลสัตว์ที่เผาจนเป็นขี้เถ้าแล้วไม่ถือเป็นนะญิส) จึงอนุญาตให้รับประทานได้ (จาก เชคอะหมัด มุคตาร อัชชังกิฏียฺ , European Council for Fatwa and Research, ดร.ญะอฺฟัร อัลกอดิรียฺ และเชคอัลบานียฺเคยกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ด้วย)
    และอีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่าต้องพิจารณาให้ละเอียดว่าวัตถุเจือปนอาหารเหล่านี้มีที่มาจากอะไร หะล้าลหรือไม่ แม้ว่ามันจะเปลี่ยนสภาพไปแล้วก็ตาม แต่ถ้าหากที่มาของมันหะรอม (เช่น เนื้อหรือไขมันสุกร, สัตว์ที่ไม่ได้เชือดตามหลักการอิสลาม ฯลฯ) วัตถุเจือปนอาหารเหล่านั้นก็หะรอมด้วย ซึ่งนักวิชาการอิสลามที่เห็นด้วยกับทัศนะนี้มีหลายท่าน เช่น เชคมุฮัมมัดซอลิหฺ อัลมุนัจญิด , เชคมุฮัมมัด อิกบาล อัลนัดวียฺ เป็นต้น ซึ่งจะนำรายละเอียดมากล่าวต่อไป อินชาอัลลอฮฺ

    สำหรับรายการวัตถุเจือปนรหัส E และสถานะของมัน (หะล้าล หะรอม มุชตะบิฮาต) นั้นมีเผยแพร่ในหลายเว็บไซต์สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ ดังนี้

    http://www.muslimconsumergroup.com
    http://www.eathalal.org/e_numbers.htm
    http://www.fianz.co.nz/ >>> halal manual >>> Food Additive IFANCA List
    http://special.worldofislam.info/Food/numbers.html

    ตอบลบ