นายแพทย์ประวิทย์ คีตะบุตร แพทย์ผู้วชาญด้านผิวหนัง
ระบุว่า
การโฆษณาของผ้าอนามัยผสมสมุนไพรที่โฆษณาว่าป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส
กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต รวมทั้งยังช่วยบรรเทาอาการอักเสบจากโรคริดสีดวงทวาร โดยเป็นการโฆษณาเกินจริง เพราะส่วนผสมของสมุนไพรดังกล่าวไม่มีส่วนผสมที่สามารถรักษาได้ตามที่กล่าวอ้าง ยังบอกอีกว่า
"จากการวิจัยของแพทย์ส่วนใหญ่เรื่องเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสมุนไพร มักจะมีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ ซึ่งจะส่งผลทำให้ผิวของผู้ใช้ติดเชื้อไวรัสในระยะยาวได้"
ผ้าอนามัยชิ้นแรกของโลกเกิดขึ้นเมื่อใด
“ซองคำถาม” ไม่ทราบ เพราะมีแต่ข้อมูลฝ่ายไทย ซึ่งได้มาจากนิตยสาร UPDATE
ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๘๔ สมัยก่อนคนรุ่นย่า ยาย เวลามีประจำเดือนจะใช้เศษผ้าเก่า
ๆ มาพับเป็นแถบยาว สอดไว้หว่างขาแล้วใช้เชือกกล้วย เชือกฟาง
หรือผ้าที่เย็บเป็นสายยาว ผูกไว้กับเอวคล้ายนุ่งผ้าเตี่ยว
บางคนที่นุ่งผ้าถุงก็ใช้เข็มขัดที่คาดผ้าถุงนั้นคาดแถบผ้าไว้
ส่วนวัสดุที่แทรกไว้ในผ้าเพื่อช่วยซึมซับมีหลากหลาย ตั้งแต่ทบผ้าให้หนา ๆ ไปจนถึงสอดไส้ด้วยกาบมะพร้าวทุบ
กระดาษฟาง นุ่น แกลบ หรือขี้เถ้าแกลบ
ส่วนผ้าอนามัยสำเร็จรูปนั้น เอนก นาวิกมูล อ้างไว้ในหนังสือ
“แรกมีในสยาม” ว่า หลักฐานเรื่องผ้าอนามัยเก่าสุดที่พบ
เป็นโฆษณาขายผ้าซับระตูในหนังสือ “ข่ายเพ็ชร์" ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๒ วันพฤหัสบดีที่
๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๘ (ถ้านับอย่างปัจจุบันเท่ากับ พ.ศ. ๒๔๖๙)
เป็นช่วงต้นสมัยรัชกาลที่ ๗ แต่คงมีมาก่อนแล้วอย่างน้อยในสมัยรัชกาลที่ ๖
ผ้าอนามัยเริ่มวิวัฒนาการขึ้นในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ ๒
ราว พ.ศ. ๒๔๘๕ สาวไทยได้รู้จักผ้าอนามัยแบบห่วงยี่ห้อ “โกเต็กช์” ซึ่งจะต้องใช้ตะขอของสายคาดเอวเกี่ยวกับห่วงสองข้างของตัวผ้าอนามัย
ผ้าอนามัยแบบห่วงมีข้อจำกัดอยู่ที่เมื่อใช้ไปนาน ๆ
จะไม่กระชับเพราะสายคาดยืด จน พ.ศ. ๒๕๐๕
จึงมีการพัฒนาเป็นผ้าอนามัยแถบปลายโดยเซลล็อกช์
ผ้าอนามัยแถบปลายจะคล้ายกับผ้าอนามัยแบบห่วง แต่ในส่วนปลายของด้านกว้างทั้งสองข้างจะเป็นผ้าใยเทียมปลายเรียวยาวออกไปแทนห่วงทั้งสองข้าง
ทำให้สามารถปรับเลื่อนปลายผ้าที่ติดอยู่กับตัวผ้าอนามัยได้จึงกระชับตลอดเวลา
แต่ทั้งแบบห่วงและแบบแถบปลายก็ยังต้องใช้สายคาด เวลาใช้จะเห็นรอยของสายคาดและปมตะขอพลาสติก
ทำให้ใส่เสื้อผ้ารัดรูปไม่ได้
จึงมีการวิวัฒนาการรูปแบบอีกครั้งเป็นผ้าอนามัยแถบกาว
ซึ่งแซนนิต้านำเข้ามาในกลางปี พ.ศ. ๒๕๑๕
ถึงแม้ว่ารูปแบบของผ้าอนามัยจะมีการพัฒนา
แต่ทางด้านเทคโนโลยีการผลิตก็ยังคงเป็นแบบเยื่อกระดาษ (pulp)
มาตลอด
จุดสำคัญของการผลิตอยู่ที่เยื่อกระดาษที่ถูกตีจนละเอียดเหมือนปุยสำลี (crushed
pulp)แล้วหุ้มด้วยผ้าใยเทียมไม่ทอ (nonwoven)
เป็นชั้นนอก
ผ้าใยเทียมไม่ทอจะทำหน้าที่เหมือนถุงที่บรรจุเยื่อกระดาษไว้ภายใน
โดยมีคุณสมบัติปล่อยผ่านของเหลวให้ไหลลงสู่เยื่อกระดาษอย่างเร็วที่สุด
ไม่ค้างอยู่ภายนอกนาน
ส่วนเยื่อกระดาษที่ดี
อุ้มของเหลวได้มาก จะต้องละเอียด
แต่เมื่อตีจนละเอียดถึงจุดจุดหนึ่งแล้ว จะตีให้ละเอียดมากกว่านั้นอีกไม่ได้
ทำให้ผ้าอนามัยแบบเยื่อกระดาษต้องมีความหนาพอสมควร
เพื่ออุ้มของเหลวได้มากตามต้องการ
แต่เติมอเมริกาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการผลิตผ้าอนามัยที่ใช้เทคนิคการผลิตแบบ
pulp แต่แล้วผ้าอนามัยก็สู่ยุควิวัฒนาการใหม่
เมื่อญี่ปุ่นค้นคว้าพบสารชนิดหนึ่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐
เรียกว่า โพลิเมอร์ เจล (polymer
gel) ซึ่งเป็นวัสดุจำพวกพลาสติกชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นเม็ดเล็ก
ๆ คล้ายเม็ดทรายละเอียด มีคุณสมบัติเด่นคือ
สามารถดูดน้ำได้เร็ว อุ้มซึมน้ำได้หลายร้อยเท่าของน้ำหนักตัวมันเอง
และดูดซับประจำเดือนได้ถึง ๖๐
เท่าตัว ดังนั้นเมื่อนำเจลนี้ไปผลิตผ้าอนามัย
จึงทำให้ผ้าอนามัยมีลักษณะพิเศษ ๒ ประการ คือ ไม่จำเป็นต้องทำเป็นแผ่นหนา
เพราะลดเยื่อกระดาษลง และน้ำที่กลายเป็นเยลลี่แล้วจะไม่ซึมกลับออกมา
ขณะที่ผ้าอนามัยที่ใช้เทคนิคการผลิตแบบ pulp จะคล้ายสำลี
เมื่อถูกกดบีบจึงมีโอกาสที่ของเหลวจะไหลกลับออกมาได้
ทั้งคุณผู้หญิงคุณผู้ชายที่ชอบดูโทรทัศน์
อาจเคยได้ยินคำเหล่านี้จากโฆษณา อาทิ เยื่อหุ้มสเตดรายโคเวอร์ แผ่นซอฟต์ทัช
แผ่นใยดรายวีฟ ดรายเมจิก ชื่อที่ยกตัวอย่างมานี้เป็นชื่อที่ผ้าอนามัยแต่ละยี่ห้อใช้เรียกส่วนที่ทำหน้าที่เป็นถุงห่อเยื่อกระดาษสำหรับซึมซับไว้ภายใน
ถ้าดูที่แผ่นผ้าอนามัยจริง ๆ
ก็จะเป็นส่วนผิวที่สัมผัสกับร่างกายผู้ใช้นั่นเอง
ซึ่งเป็นด่านแรกที่สัมผัสกับของเหลวที่ออกจากร่างกาย และส่งผ่านลงสู่ส่วนล่าง
ซึ่งเป็นส่วนที่จะดูดซับและอุ้มของเหลวไว้อีกทีหนึ่ง
เติมที่เยื่อหุ้มเหล่านี้จะเป็นผ้าใยเทียมไม่ทอ จำพวกเรยอน (ดูเผิน ๆ
จะคล้ายกระดาษ) จนเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ผ้าอนามัยมีปีกยี่ห้อแรกก็ได้นำพลาสติกโพลิเอทธิลีน
(PE) หรือบางยี่ห้อก็เปลี่ยนเป็นพลาสติกโพลิโพรพิวลีน
(PP) ซึ่งพลาสติกทั้งสองชนิดนี้มีน้ำหนักเบา
รับแรงอัดและแรงดึงได้ดี เป็นฉนวนไฟฟ้า ทนความเย็น ทนกรดและด่างได้ดี
มาใช้เป็นส่วนหุ้มเยื่อกระดาษแทนผ้าใยเทียมไม่ทอ
เพราะพลาสติกไม่ดูดซับความชื้น ทำให้ส่งผ่านความชื้นลงสู่ส่วนล่างได้เร็วขึ้น
จึงรู้สึกแห้งสบาย สะอาด
แต่ขณะเดียวกันก็มีผู้ใช้บ่นว่าผ้าใยเทียมไม่ทอจะให้สัมผัสที่นุ่มสบายกว่า
ปัจจุบันจึงมีการผนวกแผ่นใยสองชนิดเข้าด้วยกัน
ไม่เพียงแต่ส่วนของเยื่อกระดาษหรือชนิดของผ้าห่อเยื่อกระดาษที่มีวิวัฒนาการ
แม้แต่การปั๊มลายของแผ่นเยื่อด้านบนก็มีการค้นคว้าใหม่ ๆ
เพื่อให้ซึมผ่านได้ดีและไม่ไหลย้อนกลับ เช่น รูปกรวย ช่องซิกแซ็ก
จนต้องมีการจดลิขสิทธิ์เฉพาะของแต่ละผลิตภัณฑ์
อีกอย่างหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง ก็คือรูปร่างหน้าตาของผ้าอนามัย
จากแบบห่วงเป็นแบบแถบปลาย จากแถบปลายเป็นแถบกาว
จากแถบกาวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าปลายเหลี่ยมเป็นปลายมน
เป็นบอดี้ฟอร์มที่ด้านหน้ากว้าง ปลายเรียว ตรงกลางนูน เป็นแบบเว้าขอบขา และสุดท้ายเป็นแบบมีปีก
เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ผ้าอนามัยที่ว่า ต้องสวมสบายไร้รูปรอย
ไม่ซึมเปื้อน และไม่ระคายเคืองนั่นเอง
“ข้อมูลสนับสนุนจากหนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม /
สำนักพิมพ์สารคดี”
Lady V ทางเลือกใหม่
วัตถุดิบหลักของผ้าอนามัยคืออะไร
?
ผ้าอนามัยถูกประดิษฐ์ขึ้นในช่วงทศวรรษที่
1930 โดยบริษัท Kimberly
Clark เพื่อตอบสนองความต้องการของพนักงานหญิงทั่วโลกเริ่มต้นจากยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงทศวรรษที่
1750 ผ้าอนามัยสตรีผลิตจากเยื่อกระดาษจากผงเยื่อไม้ (pulp) แล้วนำมาทำให้นุ่มและฟอกขาวผ่านกระบวนการฟอกที่ทำให้เกิดสารเคมีไดออกซิน ผงเยื่อไม้จะถูกตีจนละเอียดเหมือนปุยสำลีนุ่มจะมีการรองด้วยปุยนุ่มเช่นฝ้าย สามารถอุ้มของเหลวได้มากปุยนี้แหละกลายเป็นแผ่นใช้ใส่-ทิ้งที่มีขายในตลาดตั้งแต่ทศวรรษที่30 จนถึงปัจจุบัน